มหันตภัยโลกร้อน

มหันตภัยโลกร้อน

อากาศบ้านเราทุกวันนี้ยิ่งนับวันยิ่งร้อนขึ้นทุกวัน ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ธรรมชาติได้ส่งสัญญาณเตือนถึงมหันตภัยปรากฏการณ์ “ภาวะโลกร้อน” (Global Warming) หลายคนยังคงฟังเพียงผ่านๆ เพราะคิดว่าเป็นเรื่องไกลตัว แต่ยิ่งนานวันผลกระทบต่อสภาพภูมิอากาศจากสภาวะโลกร้อนก็ยิ่งพ่นพิษรุนแรงและลุกลามเพิ่มขึ้น ที่เห็นได้ชัดคือ ภัยจากธรรมชาตินานัปการ และ โรคภัยไข้เจ็บที่ลุกลาม

 

ภาวะโลกร้อน เกิดจากการที่โลกมีปริมาณ ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ หรือ “ก๊าซเรือนกระจก” เป็นตัวการสำคัญกักเก็บความร้อนจากแสงอาทิตย์ไว้ไม่ให้คายออกไปสู่บรรยากาศรวมทั้งการเผาผลาญเชื้อเพลิงต่างๆ เช่น ถ่านหิน น้ำมันเชื้อเพลิง และการตัดไม้ทำลายป่าเหล่านี้ส่งผลให้ปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์ในบรรยากาศเพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล อันจะส่งผลกระทบต่างๆ มากมาย

 

ยิ่งก๊าซเหล่านี้เพิ่มมากขึ้น ความร้อนก็จะเพิ่มขึ้นตามไปด้วย จนกระทั่งกลายเป็นปัญหาโลกร้อน หรือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ผิดปกติ หรือมีความ แปรปรวนของสภาพภูมิอากาศเกิดขึ้นทั่วโลก

 

นอกจากสภาวะอากาศที่นับวันจะแย่ลงเรื่อยๆ สิ่งที่ตามมาคือ โรคที่เป็นอันตรายกับมนุษย์ยอดฮิต อย่าง อหิวาตกโรค ไข้เลือดออก และอาหารเป็นพิษ ยังอาจทวีความรุนแรง และส่งผลกระทบต่อสุขภาพของเราได้มากขึ้นเช่นกัน

 

1. อหิวาตกโรค เป็นโรคติดต่อที่มีสาเหตุมาจาก เชื้อแบคทีเรีย (Vibrio cholerae) เข้าสู่ร่างกายโดยการรับประทาน เชื้อจะเข้าไปอยู่บริเวณลำไส้ และจะสร้างพิษออกมาทำปฏิกิริยากับเยื่อบุผนังลำไส้เล็ก ทำให้เกิดอาการท้องร่วงอย่างรุนแรง อุจจาระเป็นน้ำ สีซาวข้าว ร่างกายเสียน้ำและเกลือแร่อย่างรวดเร็ว รุนแรง ถ้าไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงทีอาจทำให้เสียชีวิตได้

 

สาเหตุ เกิดจากการที่รับประทานอาหารที่มีแมลงวันตอม อาหารสุกๆ ดิบๆ อาหารกระป๋องที่เสียแล้ว และมีการปนเปื้อนของเชื้อ

 

ในกรณีที่มีอาการรุนแรง อาการระยะแรกคือ ท้องเดิน มีเนื้ออุจจาระมาก ต่อมามีลักษณะเป็นน้ำซาวข้าว เพราะว่ามีมูกมาก กลิ่นเหม็นคาว ถ่ายอุจจาระได้โดยไม่มีอาการปวดท้อง บางครั้งไหลพุ่งออกมาโดยไม่รู้สึกตัว อาเจียนโดยไม่รู้สึกคลื่นไส้ อุจจาระออกมากถึง 1 ลิตรต่อชั่วโมง และจะหยุดเองใน 1 – 6 วัน หากได้น้ำและเกลือแร่ชดเชยอย่างเพียงพอ แต่ถ้าได้น้ำและเกลือแร่ทดแทนไม่ทันกับที่เสียไป จะมีอาการขาดน้ำอย่างมาก ลุกนั่งไม่ไหว ปัสสาวะน้อยหรือไม่มีเลย อาจมีอาการเป็นลม หน้ามืด จนถึงกับช็อก ซึ่งเป็นอันตรายถึงชีวิตได้

 

ข้อควรปฏิบัติเมื่อเกิดอาการท้องเสีย ควรงดอาหารรสจัด เผ็ดร้อน หรือของหมักดอง ดื่มน้ำชาแก่แทนน้ำ บางรายต้องงดอาหารชั่วคราวเพื่อลดอาการระคายเคืองในลำไส้ ดื่มน้ำเกลือผงสลับกับน้ำต้มสุก ถ้าเป็นเด็กเล็กควรปรึกษาแพทย์ ในกรณีที่ท้องเสียอย่างรุนแรง ต้องรีบนำส่งแพทย์ทันที

 

2. โรคไข้เลือดออก เป็นโรคติดต่อที่เกิดจาก ยุงลาย Aedes aegypti ตัวเมีย บินไปกัดคนที่ป่วยเป็นไข้เลือดออก โดยเฉพาะช่วงที่มีไข้สูงจาก เชื้อไวรัสแดงกี โรคนี้ระบาดในฤดูฝน ยุงลายชอบออกหากินในเวลากลางวัน ชอบวางไข่ตามภาชนะที่มีน้ำขัง เช่น ยางรถยนต์ กะลา กระป๋อง จานรองขาตู้กับข้าว แต่ไม่ชอบวางไข่ในท่อระบายน้ำ ห้วย หนอง คลอง บึง

 

แล้วเราจะทราบได้อย่างไรว่า เราเป็นไข้เลือดออก???

 

อาการแรกเริ่มจะรู้สึกว่า มีไข้สูงเฉียบพลันถึง 38 – 40 องศาเซลเซียส อยู่ 2 – 7 วัน บางรายจะมีจุดเลือดสีแดงๆ ขึ้นตามลำตัว แขนขา และมีอาการปวดเมื่อยตามตัวและหลัง หรือปวดหัวพร้อมๆ กันกับไข้สูง อาเจียนเป็นเลือด หรืออุจจาระเป็นสีดำ บางรายอาจมีอาการช็อก ซึม ตัวเย็นจนถึงอาการหนักมาก ไม่รู้สึกตัว หมดสติ และถึงกับเสียชีวิตได้

 

เมื่อเป็นไข้เลือดออก หากเริ่มเป็นจะมีอาการไข้สูง ต้องใช้ผ้าชุบน้ำเช็ดตัวเพื่อลดไข้ หากจำเป็นต้องใช้ยา ควรใช้ยาลดไข้พาราเซตามอล ห้ามใช้ยาจำพวกแอสไพริน เพราะแอสไพรินจะทำให้เลือดออกง่ายขึ้น ถ้ามีอาการเพลียให้ดื่มน้ำผลไม้หรือน้ำเกลือแร่บ่อยๆ หากอาการไม่ดีขึ้นให้รีบไปพบแพทย์โดยด่วน

 

ปัจจุบันพบว่า“โรคไข้เลือดออกเป็นโรคที่ต้องจับตามองมากที่สุด เพราะนอกจากยังไม่มียาหรือวัคซีนในการรักษาแล้ว ยังพบว่า ยุงลายซึ่งเป็นพาหะสำคัญของโรคที่เคยออกหากินเฉพาะแต่ในเวลากลางวันได้เปลี่ยนมาออกหากินในเวลาพลบค่ำจนถึง 5 ทุ่ม ทำให้ยากต่อการป้องกันหรือ วินิจฉัยโรค”

 

3. โรคอาหารเป็นพิษ มีสาเหตุสำคัญจาก การปนเปื้อนของเชื้อแบคทีเรียในอาหาร โดยเฉพาะในสภาวะอากาศที่มีอุณหภูมิสูงขึ้น นั่นหมายถึง จะส่งผลให้เชื้อแบคทีเรียเจริญเติบโตเร็วตามไปด้วย และยิ่งถ้าหากเชื้อแบคทีเรียอยู่ในอุณหภูมิที่เหมาะสมต่อการเจริญเติบโตก็จะสามารถแบ่งตัวเพิ่มจำนวนและผลิตสารพิษได้อย่างรวดเร็ว จนมีปริมาณมากพอที่จะทำให้เกิดอาการป่วย เช่น ถ่ายเหลว ปวดท้อง คลื่นไส้ อาเจียน และมีไข้ บางรายอาจมีอาการลำไส้อักเสบ ปวดเมื่อยเนื้อตัวตามมาด้วย

 

อาหารที่มีความเสี่ยงสูงในการก่อให้เกิดอาหารเป็นพิษในประเทศไทย อาทิ อาหารทะเลปรุงสุกๆ ดิบๆ หรืออาหารทะเล ซึ่งกินโดยไม่ผ่านการปรุงให้สุก (โดยเฉพาะที่บีบมะนาวใส่ โดยที่เข้าใจว่า อาหารเหล่านี้สุก เพราะสีของเนื้อเหล่านี้จะเปลี่ยนไปเหมือนเนื้อที่สุกแล้ว ซึ่งเป็นความเข้าใจที่ผิด) อาหารประเภทปรุงเสร็จแล้วไม่มีการผ่านความร้อนก่อนบริโภค เช่น อาหารยำ ส้มตำ สลัด น้ำราดหน้าชนิดต่างๆ อาหารใส่เนื้อสัตว์ที่ปรุงสุก ซาลาเปาไส้ต่างๆ ถ้าจะเก็บไว้รับประทานในมื้อต่อๆ ไปควรเก็บในตู้เย็น เมื่อจะนำมารับประทานต้องอุ่นให้ร้อนจัดอีกครั้ง เพื่อฆ่าเชื้อจุลินทรีย์ที่ยังเจริญเติบโตและแพร่พันธุ์

 

แต่ถ้ามีอาการท้องเสียมากๆ ร่างกายจะเกิดอาการขาดน้ำและเกลือแร่ บางรายอาจมีอาการรุนแรงมากขึ้น เนื่องจากมีการติดเชื้อและเกิดการอักเสบที่อวัยวะต่างๆ ของร่างกาย และ เมื่อเชื้อเข้าสู่กระแสโลหิตก็ทำให้เกิด โลหิตเป็นพิษได้ แต่ถ้าพิษนั้นเกิดจากสารเคมีหรือพืชพิษบางชนิด จะมีผลต่อระบบประสาท เช่น ชัก หมดสติ และร้ายแรงถึงขั้นเสียชีวิต

 

เมื่อเป็นแล้วควรรักษาแบบอาการท้องเดินทั่วๆ ไป เช่น ดื่มน้ำเกลือแร่เพื่อทดแทนการสูญเสียน้ำและเกลือแร่ อาการท้องเดินมักหายได้เองภายใน 1- 2 วัน ถ้าท้องเสียหรืออาเจียนมาก ปวดท้องรุนแรง หรือมีอาการทางระบบประสาท (เช่น ชัก หมดสติ) หรือสงสัยว่าจะเกิดจากยาฆ่าแมลงหรือสารพิษอื่นๆ ควรรีบนำส่งโรงพยาบาลโดยทันที

 

แม้ว่าโลกร้อนนั้นจะเกิดจากธรรมชาติ แต่ตัวแปรสำคัญที่ส่งผลให้เป็นเช่นนี้คงปฏิเสธไม่ได้ว่า มาจากมนุษย์ ทางแก้นั้นคือ ต้องช่วยกันรักษาสมดุลให้ธรรมชาติ เพื่อไม่ให้สภาวะเลวร้ายที่จะเกิดขึ้นจากภาวะโลกร้อนนั้นทำลายลูกหลานของเราได้ในอนาคต

 

 

ข้อความนี้ถูกเขียนใน Uncategorized คั่นหน้า ลิงก์ถาวร

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s